ประวัติองค์กรอุณาโลม
“องค์กรอุณาโลม” เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สมาชิกองค์กรฯ ประกอบด้วย อาสาสมัครทุกรูปแบบและประชาชนทุกหมู่เหล่าที่มีอุดมการณ์ในการทำหน้าที่เพื่อดูแล รักษาความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ และตอบสนองต่อพระปฐมบรมราชโองการแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
สมาชิกขององค์กรอุณาโลม ได้นำความรู้และประสบการณ์จากการทำหน้าที่ในการรับราชการ การทำธุรกิจ และบางกลุ่มได้ทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพไทย ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้สำเร็จภารกิจตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลในกองทัพไทยด้วยความภาคภูมิใจให้ได้ตามที่ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล และได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย และเพื่อให้เป็นมหา
สิริมงคลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการปกปักรักษาชาติ ราชบัลลังก์ องค์กรอุณาโลมจึงได้อัญเชิญรูปหยาดพระเสโท มาเป็นตราสัญญาลักษณ์แห่งองค์กรอุณาโลม
๑. เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังอุดมการณ์ให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้มีความเคารพรัก ศรัทธา และยกย่องเทิดทูน สถาบันชาติ ศาสน์กษัตริย์ โดยร่วมมือร่วมจิตร่วมใจกับทุกฝ่ายที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกัน
๒. ติดตามและผลักดันการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของกำลังพลในกองทัพไทยทั้ง ๓ ฉบับ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ
๓. ยกย่องเชิดชู สดุดี ผู้กระทำคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพไทย และปกป้องเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ เกียรติภูมิของกองทัพไทย มิให้ผู้ใดมาทำลายรวมทั้งส่งเสริมพัฒนากำลังพลในกองทัพไทยให้มีความภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ในทุกตำแหน่ง และทุกชั้นยศ ตามที่ได้ปฏิญานตนไว้ต่อธงไชยเฉลิมพล และได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไว้ต่อพระบาทสมเค็จพระเจ้าอยู่หัว
๔. ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ในด้านการทหาร ทั้งการพัฒนา กองทัพไทย และการใช้กองทัพไทยให้บรรลุภารกิจตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงสาระสำคัญในการปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล และได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นหลักสำคัญอยู่ในจิตใจของทหารทุกนายในกองทัพไทย
ตราสัญลักษณ์ขององค์กรอุณาโลม ซึ่งเป็นรูปหยาดพระเสโท ประกอบด้วยสัญลักษณ์ที่มีความหมายอันเป็นมหาสิริมงคลหลายประการ ได้แก่
รูปหยดน้ำ หมายถึง หยาดพระเสโท ซึ่งเป็นมหาสิริมงคลอันยิ่งใหญ่แห่งพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บังเกิดขึ้นจากการทรงงานของพระองค์ อันเนื่องมาจากการที่ได้ทรงงานตรากตรำพระวรกาย โดยการเสด็จพระราชดำเนินไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ ให้อยู่ดีมีสุข สมดั่งพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
อุณาโลม มีลักษณะเหมือนเลขเก้า หมายถึงพระเนตรดวงที่สามของพระอิศวร หรือเป็นเครื่องหมายที่เกิดขึ้นเหนือหว่างคิ้วบริเวณหน้าผาก มีลักษณะเป็นทักษิณาวัตร (เวียนขวา) รูปก้นหอย เป็นขนอ่อนๆที่ไม่หนาเกินไปไม่บางเกินไปเกิดจากการบำเพ็ญความดีคือเป็นผู้มีความซื่อสัตย์โดยตลอดชีวิต บำเพ็ญสัจจะอย่างยิ่งยวด ทุกชาติที่เกิดมาสร้างความดี ถือเป็นมหาปุริสสลักษณะอย่างหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งเป็นพระราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อมีรูปนี้อยู่กลางวงจักร จึงแปลความหมายได้เป็นสองประการ ประการแรกแปลความหมายได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จักรี ประการที่สองรูปอุณาโลม เป็นเลขเก้าก็แปลความหมายได้อีกประการ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินลำดับที่เก้า แห่งราชวงศ์จักรีวงศ์ (อุณาโลมหรือพระเนตรดวงที่สามของพระอิศวรนั้นมีมหิทธานุภาพยิ่งหากทรงลืมพระเนตรดวงที่สามนี้เมื่อใดจักรวาลจักไหม้เป็นจุลทันที)
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมเดชานุภาพก็ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นโดยคำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของ
พสกนิกรทุกหมู่เหล่าในแผ่นดินเป็นสำคัญ
ฉัพพรรณรังสี หมายถึง แสงสว่างที่พวยพุ่งออกจากจุดกลางเป็นรัศมี ๖ ประการ ซึ่งเปล่งออกจากพระสรีรกายของพระพุทธเจ้า คือ
๑. นีละ เขียวเหมือนดอกอัญชัน
๒. ปีตะ เหลืองเหมือนหรดาลทอง
๓. โลหิตตะ แดงเหมือนตะวันอ่อน
๔. โอทาตะ ขาวเหมือนแผ่นเงิน
๕. มัญเชฏฐะ สีหงสบาทเหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่
๖. ปภัสสระ เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก
รัศมีเฉกเช่นฉัพพรรณรังสีนี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าและเทวดาเท่านั้น นอกจากนี้ก็เกิดแต่ธรรมชาติเช่นสีรุ้งที่เรียกกันเป็นสามัญว่ารุ้งกินน้ำ หรือ พระจันทร์ พระอาทิตย์ทรงกลด ที่ออกจากเทวดานั้นจะเห็นได้ดังที่พรรณนาไว้ในพระสูตรต่าง ๆ ในเวลาที่เทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้าดังนี้
มีเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีสว่างจ้าเข้ามายังพระเชตวัน ทำพระเชตวันให้สว่างไสวไปทั่วบริเวณ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ประทับความสว่างของรัศมีนั้น ไม่เหมือนแสงเดือนแสงตะวัน หรือไม่เหมือนแสงไฟ เป็นแสงสว่างที่เสมอกันทั้งหมด และเป็นแสงสว่างที่ไม่มีเงาเหมือนแสงอื่นเป็นแสงที่แผ่ไปติดอยู่ทั่วบริเวณ
ธรรมจักร หมายถึง วงล้อแห่งชีวิต เป็นสัญลักษณ์แทนวัฎจักรเวียนว่ายตายเกิด หรือวงล้อแห่งการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งสัญลักษณ์หนึ่งของพระพุทธศาสนาคือรูปธรรมจักร อันหมายถึงวงล้อของพระธรรมอันหมุนไป วงล้อนี้เปรียบได้กับการแผ่ขยายอาณาเขตของจักรพรรดิในทางโลก เมื่อล้อรถศึกของจักรพรรดิเคลื่อนไปทางใด ย่อมหมายถึงเลือดเนื้อ และความตายได้เริ่มขึ้นในทางนั้น หากล้อธรรมของพระพุทธองค์เป็นไปในทางตรงข้าม นั่นคือ เมื่อล้อธรรมเริ่มหมุน หรือก็คือเมื่อพระพุทธเจ้าทรงเริ่มสั่งสอนสรรพสัตว์ สันติ ความสงบ ก็เริ่มปรากฏแก่โลก และเมื่อวงล้อธรรมจักรหมุนไปทางใด แสงสว่างก็ฉายสู่โลกในทางนั้น
คำว่า “ธรรมจักร” ปรากฏเป็นครั้งแรกในพุทธศาสนาในปฐมเทศนาชื่อ “ธัมจักรกัปปวัตตสูตร” ที่พระพุทธองค์แสดงต่อปัยจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน รูปธรรมจักรประกอบด้วยลักษณะสำคัญ ๒ ประการคือ
๑. รูปวงล้อ มีลักษณะกลม มีสองความหมายคือ กระแสแห่งการหมุนไปของพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ และวัฏฏสงสารของสรรพสัตว์
๒. รูปซี่ล้อ ในธรรมจักรจะมีซี่ล้อ หรือ “กำ” เป็นซี่ๆตรงกันอยู่ภายใน จำนวนกำภายในล้อธรรมนี้ มักพบว่ามีไม่เท่ากัน โดยปกติมักมีตั้งแต่ ๔ กำ หรือ ๔ ซี่ขึ้นไปแล้วแต่คติของการสร้าง
สำหรับซี่ล้อ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของ องค์กร อุณาโลม นั้น ได้กำหนดให้ธรรมจักร มีซี่ล้อ ๑๐ ซี่ หรือ ๑๐ กำ โดยมีความที่หมายถึงการปกครองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้ทรงนำหลักทศพิธราชธรรมมาใช้ในการปกครองบ้านเมืองให้สงบสุข ร่มเย็นตลอดมา สมดังพระปฐมบรมราชโองการ ที่ให้ไว้กับปวงชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นอกจากนี้ในสมัยพุทธกาลมีระบอบการปกครองอยู่ ๒ ระบอบ คือ ระบอบราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ที่กษัตริย์มีอำนาจสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียว กับระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งมีพลเมืองชั้นสูงที่มีอำนาจ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยอมรับระบอบการปกครองทั้งสองแบบที่มีอยู่ในชมพูทวีปดังกล่าวแล้ว พระองค์ไม่ได้สนับสนุนหรือแสดงความเห็นว่าระบอบการปกครองแบบใดดีกว่ากันเพราะทรงเห็นว่าระบอบการปกครองใดก็ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ผู้ปกครองต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ปกครองโดยธรรม ซึ่งหลักธรรมสำหรับธรรมราชา คือ ราชธรรม ๑๐ หรือทศพิธราชธรรม (ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง ได้แก่
๑. ทาน ( การให้ คือ สละทรัพย์สินของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์)
๒. ศีล (ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน)
๓. ปริจจาคะ (การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง)
๔. อาชชวะ(ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน)
๕. มัททวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี แต่มิขาดยำเกรง)
๖. ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้มาครอบงำย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์)
๗. อักโกธะ(ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราดลุอำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่าง ๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบเรียบเป็นตัวของตนเอง)
๘. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง)
๙. ขันติ (ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม)
๑๐. อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฎฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สถิตมั่นในธรรมทั้งส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป)
แกนกลาง หมายถึง คำสอนซึ่งแก่นของการฝึกเพื่อนิพพาน ขอบที่เชื่อมซี่ของธรรมจักรไว้จะหมายถึงความสมถะ มั่นคงยึดถือทุกสิ่งไว้ด้วยกัน โดยนัยของสัญลักษณ์ องค์กร “อุณาโลม มีหมุดที่เป็นหลักยึดวงล้อไว้ ๔ หมุด หมายถึง อริยสัจสี่
ที่มนุษย์ควรประพฤติปฏิบัติ คือทุกขอริยสัจ หมายถึง ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยอริยสัจ หมายถึง ควรเสียสละ. ทุกขนิโรจอริยสัจ คือการทำให้แจ้ง และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปดควรเจริญ
ดอกบัว ในความหมายนี้ หมาย ปรัชญาการดำเนินชีวิตของมนุษย์ กล่าวคือ แม้จะเกิดในโคลนตม แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงสว่างแล้ว กลีบดอกกลับสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน เสมือนคนที่เกิดมาแล้ว หากเข้าถึงหลักธรรมก็สามารถเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์ทั้งปวง กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ซึ่งถือเป็นความหมายอันลึกซึ้ง
และเป็นมงคลยิ่ง
“กลีบดอกบัว ๗ กลีบ” ที่เรียงทับซ้อนตามเข็มนาฬิกา อันหมายถึงกาลเวลา ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ส่วน๗ กลีบ ในที่นี้หมายถึง สัปปุริสธรรม ๗ (ธรรมสัตบุรุษ, ธรรมที่ทำให้สัตบุรุษ, คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของผู้ดี) ได้แก่
๑. ธัมมัญญุตา (ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล
๒. อัตถัญญุตา (ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ)
๓. อัตตัญญุตา (ความรู้จักตน คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม)
๔. มัตตัญญุตา (ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี)
๕. กาลัญญุตา (ความรู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะต้องใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน หรือปฏิบัติการต่าง ๆ )
๖. ปริสัญญุตา (ความรู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้น ๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรส่งเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น)
๗. ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา (ความรู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น)
(อ้างจากหนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
จากสัญลักษณ์อันเป็นมงคลยิ่งนี้ ได้แสดงถึงความหมายว่าองค์กรอุณาโลม เป็นองค์กรที่จะทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อที่จะพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ดังที่ได้อัญเชิญรูปหยาดพระเสโทมาเป็นตราสัญลักษณ์ขององค์กรอุณาโลม
จากวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการจัดตั้งองค์กรอุณาโลมขึ้นมาดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ และคณะได้พิจารณาในการจัดหาสถานที่เพื่อใช้เป็นที่ทำการในการติดต่อประสานงาน และดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรฯ สุดท้ายได้ข้อสรุปที่จะใช้ห้องทำงานภายในอาคาร บริเวณพื้นที่ ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากนั้น พลเอกปฐมพงษ์ฯ จึงได้มีหนังสือถึง พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เลขาธิการกิตติมศักดิ์ ราชตฤณมัยสมาคมแห่ง
ประเทศไทย ฯ เพื่อขอใช้สถานที่ดังกล่าว ซึ่งก็ได้รับความกรุณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวได้
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2009 เวลา 00:00 น.)
Copyright © GEN.Pathompong @ hotmail . com
Designed by i-cons.