เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
องค์กรอุณาโลม ได้จัดขึ้นมาภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับพุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ ๔ ประการ คือ (๑) เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ของคนในชาติ (๒) เพื่อเร่งรัด ผลักดันสิทธิประโยชน์ของกำลังพลในกองทัพไทย (๓) เพื่อยกย่อง ส่งเสริมคนดี และ (๔) ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการพัฒนากองทัพให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากวัตถุประสงค์ประการที่ ๑ ในการเสริมสร้างอุดมการณ์ของคนในชาติ นั้น หากพิจารณาถึงสภาพปัญหาสังคม และเยาวชนไทยในปัจจุบัน จะพบว่า จากกระแสโลกยุคเทคโนโลยีที่ไร้ขอบเขตก่อให้เกิดปัญหาการเสพสื่อต่าง ๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะสื่อต่างประเทศ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมเลียนแบบ ขาดจิตสำนึกในความรัก และเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หลงลืมประวัติศาสตร์ของความเป็นชาติ อันเป็นหลักยึด และหลอมรวมความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงของชาติในที่สุดได้ สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลในปัจจุบันยังมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ปัญหาด้านสังคมยังมีการแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้า มีการรณรงค์แบบมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์มากกว่าการปฏิบัติได้จริง และยั่งยืน ด้านการศึกษายังคงเน้นความเป็นคนเก่ง มากกว่าเน้นการเป็นคนดี มีจริยธรรม โดยสังเกตได้จากหลักสูตรการศึกษามักให้ความสำคัญในรายวิชาที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ มากกว่าการมุ่งเน้นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติ หน้าที่พลเมือง และศีลธรรม
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น องค์กรอุณาโลม จึงได้มีการศึกษาและจัดการสัมมนาทางวิชาการ โดยเชิญบุคลากรทางการศึกษา นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือ และ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการกำหนดเป้าหมายเสริมสร้างอุดมการณ์รัก เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของคนไทยในอนาคต ซึ่งการศึกษาและสัมมนานั้น เป็นการมุ่งเน้นทางการด้านศึกษาของเยาวชนในด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และศีลธรรม เป็นสำคัญเพื่อพัฒนาอุดมการณ์ของคนในชาติในอนาคต โดยเปรียบเทียบหลักสูตรการศึกษา พ.ศ.๒๕๒๑ หลักสูตรการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๔ และหลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และจะส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อแนวความคิด หรืออุดมการณ์ของคนไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง โดยสรุปได้ดังนี้
๑. ประเด็นปัญหาด้านแบบเรียนและสื่อการสอน พบว่า
๑.๑. ความแตกต่างของหลักสูตรการเรียนการสอนของปี พ.ศ.๒๕๕๑ กับ หลักสูตรของปี ๒๕๒๑ ใกล้เคียงกันมาก แต่หลักสูตรปี ๒๕๕๑ จะให้น้ำหนักไปในเรื่องของท้องถิ่น ชุมชน ประมาณร้อยละ ๖๐ และเป็นหลักสูตรกลางประมาณร้อยละ ๔๐ (ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ของท้องถิ่น หรือชุมชนใดก็จะเลือกนำเสนอประวัติของท้องถิ่น หรือชุมชนของตนเองเป็นสำคัญ)
๑.๒ ด้านความเข้มข้นของเนื้อหาจากแบบเรียนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พบว่า หากมองในมุมของการก่อให้เกิดแรงกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนไทยมีจิตสำนึกในรัก และเทิดทูนต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์แล้วถือว่ามีเนื้อหามีความเข้มข้นที่น้อยลงไปจากหลักสูตรการศึกษา พ.ศ.๒๕๒๑ หรือก่อนหน้านั้นมาก และยังขาดความต่อเนื่อง รวมทั้งเนื้อหาสาระในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น พบว่ามีเนื้อหาน้อยมาก โดยเฉพาะพระราชประวัติ และพระกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ทั้งที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยยิ่งนัก และยังเป็นที่ยอมรับจากชนทั่วโลก แต่สถาบันการศึกษา แบบเรียน และสื่อต่าง ๆ ยังไม่ได้มีการให้รายละเอียดที่เพียงพอต่อการศึกษา หรือหาความรู้
๑.๓ ด้านประวัติศาสตร์ยุคกรุงธนบุรี ถูกนำรวมเข้าไว้กับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา จนทำให้ประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีขาดสาระสำคัญไป ซึ่งประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัยนั้นมีความสำคัญ เท่าเทียมกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงยุคหนึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอีกยุคหนึ่ง และประวัติศาสตร์กรุงธนบุรี ต้องถือเป็นช่วงสำคัญก่อนจะเกิดเป็นประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
๑.๔ ในเนื้อหาการเรียนการสอนตามหลักสูตร พ.ศ.๒๕๕๑ ปรับปรุง พ.ศ.๒๕๕๒ ได้มีการจัดให้มีผู้เรียนมีการวิเคราะห์สถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยจัดให้มีการวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับมัธยมต้น เป็นต้นมา และโดยเฉพาะกำหนดให้สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนด้านประวัติศาสตร์สัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมง ซึ่งในกรณีนี้ขึ้นอยู่กับสถานศึกษาที่จะเล็งเห็นความสำคัญในการมุ่งเน้นวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรมมากน้อยเพียงใด และการจัดตารางเรียนได้อย่างเหมาะสม
๑.๕ เนื้อหาสาระของแบบเรียนในปัจจุบัน ในหมวดวิชาสังคม ได้นำเนื้อหาสาระของวิชาประวัติศาสตร์ สังคม หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ศีลธรรม เข้าไว้ด้วยกันในหมวดวิชาเดียว
๒. ประเด็นปัญหาด้านบุคลากรทางการศึกษา มีดังนี้
๒.๑ บุคลากรที่จบการศึกษาด้านประวัติศาสตร์มีน้อยลง และเมื่อจบมาแล้วมักประสบปัญหาด้านการหางานทำ เพราะไม่ใช่สาขาที่ตลาดวิชาต้องการ ส่งผลกระทบต่อการศึกษาของเยาวชน และบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก นอกจากนี้พบว่า ในสถานศึกษาให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์เป็นลำดับสุดท้าย เนื่องจากไม่ใช่วิชาหลัก เป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้น
๒.๒ บุคลากรที่ทำการสอนด้านประวัติศาสตร์มักไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ประกอบกับปัจจุบันครูทุกระดับมุ่งที่ต้องสร้างผลงานทางวิชาการ เพื่อใช้ในการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ส่งผลให้บุคลากรที่ทำหน้าที่ครูมีเวลาในการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่ตนเองต้องรับผิดชอบต่อการสอนน้อยลง
๒.๓ บุคลากรที่ทำหน้าที่ในการเรียนการสอนทางด้านประวัติศาสตร์ ถือเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษาทุกระดับ แต่ปัจจุบัน...
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 19 มกราคม 2010 เวลา 15:10 น.)

ธง เป็นวัตถุใช้เป็นเครื่องหมายบอกชาติ ตำแหน่งในราชการ โดยมีกำหนดกฎเกณฑ์เป็นต้น เช่น ธงชาติ ธงแม่ทัพนายกอง ใช้เป็นเครื่องหมายตามแบบสากลนิยม เช่น ธงกาชาด บอกที่ตั้งกองบรรเทาทุกข์, ธงขาว บอกความจำนนขอหย่าศึกหรือยอมแพ้, ธงเหลือง บอกเป็นเรือพยาบาลคนป่วยหรือเรือที่มีโรคติดต่ออันตราย, ธงแดง บอกเหตุการณ์อันเป็นภัย ใช้เป็นเครื่องหมายเรือเดินทะเล คณะ สมาคม อาคารการค้า ใช้เป็นอาณัติสัญญาณ ใช้เป็นเครื่องตกแต่งสถานที่ในงานรื่นเริงหรือถือเข้ากระบวนแห่เป็นต้น ส่วนใหญ่ธงจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ยังมีธงสามเหลี่ยมหรือธงรูปร่างแบบอื่นต่างกันไป
ธงไตรรงค์, ธงชาติไทย
ธงชาติ หมายถึงสัญลักษณ์ของความมั่นคง การมีอธิปไตย การรวมกันเป็นหมู่เป็นพวก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมีอารยธรรมซึ่งประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้การยอมรับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานนิยามคำว่า “ธงชาติ” ไว้ว่า “ธงที่มีความหมายถึงประเทศและชาติใดชาติหนึ่ง” แนวคิดในการจัดทำธงขึ้นใช้จึงต้องเลือกใช้สีที่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่เป็นมงคล ส่งเสริมเกียรติภูมิของชาติ และสามารถหลอมรวมให้คนในชาติมีความเป็นเอกภาพ
ในสมัยโบราณ ไทยยังไม่มีธงซึ่งเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ประจำชาติเป็นของตนเอง จะเห็นจากหลักฐานในวรรณคดีเก่าที่เล่าถึงการยกทัพไทยไปทำสงครามซึ่งกล่าวเพียงว่ามีการใช้ธงสีต่าง ๆ เพื่อ เป็นเครื่องหมายประจำกองทัพเท่านั้น
ประวัติธงชาติไทย

ธงชาติไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น 5 แถบตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่กว้าง 2 ส่วน ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้ง 2 ข้างเป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ 1 ส่วน ต่อจากแถบสีขาวออกไปทั้ง 2 ข้างเป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ 1 ส่วน เหตุที่เรียกชื่อว่าธงไตรรงค์เพราะสีที่ประกอบเข้าเป็นธงชาติมี 3 สี คือ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน (สีขาบ) ซึ่งในพระราชนิพนธ์เครื่องหมายแห่งไตรรงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นิยามความหมายของธงไว้ว่า • สีแดง หมายถึง เลือดอันยอมพลีให้แก่ชาติ สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา สีน้ำเงิน หมายถึง สีส่วนพระองค์ขององค์พระมหากษัตริย์ ต่อมา...
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 12 มกราคม 2010 เวลา 22:00 น.)
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 05 มกราคม 2010 เวลา 20:31 น.)
Designed by i-cons.